iPhone มีคุณสมบัติชื่อ Significant Locations ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้ Siri และ Maps เรียนรู้กิจวัตรเพื่อมอบคำแนะนำที่ดีกว่าและปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคลมากขึ้น ตัวอย่างเช่น เพื่อเตือนให้ออกไปทำงานเมื่อทราฟฟิกติดขัด หรือแนะนำร้านอาหารใกล้ยิม
แม้ว่า Significant Locations จะเก็บบันทึกรายละเอียดอย่างน่าประหลาดใจเกี่ยวกับสถานที่ที่เคยไป เวลา และความถี่ แต่ Apple ก็ได้พยายามอย่างน่าชื่นชมในการลดภัยคุกคามต่อความเป็นส่วนตัวให้เหลือน้อยที่สุด
กล่าวได้ว่าภัยคุกคามที่ใหญ่กว่านั้นมาจากแอปของบุคคลที่สาม เช่น Google Maps ซึ่งพบได้แทบทุกที่ และมีการเข้าถึง ประวัติตำแหน่งอย่างละเอียด อีกทั้งยังไม่ค่อยพิถีพิถันว่าแชร์ข้อมูลนั้นกับใคร
Significant Locations คืออะไร และทำงานอย่างไร?
Significant Locations เป็นคุณสมบัติของ iPhone ที่เก็บบันทึกสถานที่ที่ไปบ่อยเพื่อปรับแต่งบริการอย่างแผนที่ รูปภาพ และคำแนะนำให้เหมาะกับแต่ละบุคคล ไม่เหมือน Google Maps ตรงที่ Significant Locations ไม่ใช่บันทึกประวัติ GPS แบบเต็มรูปแบบ แต่จะรวบรวมสัญญาณตำแหน่งเป็นระยะโดยใช้ตัวบ่งชี้การระบุตำแหน่ง เช่น GPS, WiFi, เสาสัญญาณเซลล์ และการเชื่อมต่อ Bluetooth เมื่อเวลาผ่านไป ระบบจะตรวจจับรูปแบบ เช่น:
- ไปยังตำแหน่งหนึ่งบ่อยแค่ไหน
- อยู่ที่นั่นนานเท่าใด
- ไปครั้งล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้เพียงใด
เมื่อระบุรูปแบบเหล่านี้ได้แล้ว ระบบจะจัดเก็บตำแหน่งไว้ภายในอุปกรณ์ ดังนั้น ร้านกาแฟที่ไปทุกวันจะถูกจัดเก็บไว้ แต่ไม่ใช่ทริปขับรถเที่ยวแบบครั้งเดียว
ข้อมูลนี้ถูกใช้โดย Maps เพื่อคาดการณ์การกำหนดเส้นทางตามสภาพทราฟฟิก ให้คำแนะนำตามตำแหน่งในปฏิทิน จัดกลุ่มความทรงจำใน Photos สร้างการแจ้งเตือนตามตำแหน่งและคำแนะนำจาก Siri และอื่น ๆ
Significant Locations ปลอดภัยแค่ไหน?
ข้อมูล Significant Locations ถูกจัดเก็บไว้ภายในอุปกรณ์ คุณสมบัตินี้เปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้น แต่จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อเปิดบริการหาตำแหน่ง และโทรศัพท์ได้รับการป้องกันด้วยรหัสผ่านหรือล็อกด้วยชีวมิติ
หากเปิดใช้งาน Sync to iCloud ข้อมูลจะถูกจัดเก็บบนเซิร์ฟเวอร์ Apple ด้วย อย่างไรก็ตาม Apple ระบุว่าข้อมูล Significant Locations เป็นการเข้ารหัสลับจากต้นทางถึงปลายทาง (E2EE)(หน้าต่างใหม่) โดยคีย์การเข้ารหัสลับมาจากรหัสผ่านของอุปกรณ์
นั่นหมายความว่าข้อมูล Significant Locations ไม่สามารถเข้าถึงได้โดย Apple แม้ว่าจะซิงก์กับ iCloud และยังไม่ได้เปิดใช้งาน Advanced Data Protection(หน้าต่างใหม่) (E2EE แบบเลือกใช้สำหรับ iCloud) ก็ตาม อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเมตาอาจยังคงมีอยู่ และเนื่องจาก iOS เป็นซอร์สโค้ดปิด จึงทำได้เพียงเชื่อคำกล่าวของ Apple ในเรื่องนี้
ใครก็ตามที่เข้าถึงโทรศัพท์ที่ปลดล็อกไว้ได้ทางกายภาพ สามารถดู Significant Locations ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีการกู้คืน ใครก็ตามที่ควบคุม Apple ID ได้อย่างสมบูรณ์และมีอุปกรณ์ที่เชื่อถือได้(หน้าต่างใหม่)อย่างน้อยหนึ่งเครื่อง ก็อาจเข้าถึงข้อมูลนั้นได้เช่นกัน
วิธีตรวจสอบประวัติตำแหน่งบน iPhone (ข้อมูล Significant Locations)
บน iPhone หรือ iPad ให้เปิดแอป การตั้งค่า แล้วไปที่ ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย → บริการหาตำแหน่ง → บริการระบบ → Significant Locations & Routes จากที่นี่ สามารถดูบันทึก Significant Locations ได้

วิธีลบประวัติตำแหน่งบน iPhone (Significant Locations)
1. บน iPhone หรือ iPad ให้เปิดแอป การตั้งค่า
- ไปที่ ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย → บริการหาตำแหน่ง → บริการระบบ → Significant Locations & Routes
- สลับสวิตช์ Significant Locations & Routes เป็นปิด

ระวังการติดตามตำแหน่งโดยแอป
แอปจำนวนมากที่ติดตั้งบน iOS สามารถติดตามตำแหน่งได้ แต่ต้องผ่านระบบการอนุญาตและ API ตำแหน่งของระบบที่ควบคุมโดย Apple ซึ่งจำกัดปริมาณข้อมูลการระบุตำแหน่งโดยตรงที่แอปสามารถเข้าถึงได้ แต่แอปยังสามารถใช้วิธีทางอ้อมได้หลายรูปแบบ
iOS จัดการสิทธิ์การเข้าถึงตำแหน่งอย่างไร
iOS ของ Apple ใช้โมเดลตามสิทธิ์อนุญาตที่ต้องการความยินยอมอย่างชัดเจนก่อนที่แอปใด ๆ จะเข้าถึงข้อมูลตำแหน่งได้ เมื่อแอปร้องขอการเข้าถึงตำแหน่ง จะมีตัวเลือกหลายอย่างให้:
- อนุญาตหนึ่งครั้ง: ให้การเข้าถึงสำหรับเซสชันเดียว
- อนุญาตขณะใช้แอป: แอปสามารถเข้าถึงตำแหน่งได้เฉพาะเมื่อเปิดใช้งานอยู่หรืออยู่เบื้องหน้าเท่านั้น
- อนุญาตเสมอ: แอปสามารถเข้าถึงตำแหน่งได้แม้อยู่เบื้องหลัง (ต้องมีเหตุผลประกอบ)
- ไม่อนุญาต: ปฏิเสธการเข้าถึงทั้งหมด

สิ่งสำคัญคือ สำหรับสิทธิ์ อนุญาตเสมอ iOS กำหนดให้นักพัฒนาแอปต้องให้เหตุผลสำหรับการเข้าถึงในเบื้องหลัง นอกจากนี้ ยังจะมีการเตือนเป็นครั้งคราวผ่านข้อความแจ้งของระบบเพื่อถามว่าต้องการให้เปิดใช้งานสิทธิ์นี้ต่อไปหรือไม่
เมื่อแอปกำลังเข้าถึงข้อมูลตำแหน่งอยู่ จะเห็นไอคอนตัวบ่งชี้ตำแหน่งสีน้ำเงินในแถบการแจ้งเตือน (ไอคอนสีเทาหมายความว่าตำแหน่งเพิ่งถูกเข้าถึงโดยแอปเมื่อไม่นานมานี้)

หากต้องการดูว่าแอปเข้าถึงข้อมูลตำแหน่งบ่อยเพียงใด สามารถดู App Privacy Report ได้หากเปิดใช้คุณสมบัตินี้ไว้ โดยทำดังนี้:
- เปิดแอป การตั้งค่า
- ไปที่ ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย → App Privacy Report (ภายใต้ Transparency Logs)
- แตะ Turn On App Privacy Report
เมื่อเปิดใช้งานแล้ว ให้ไปที่ App Privacy Report ทุกครั้งที่ต้องการตรวจสอบว่าแอปเข้าถึงตำแหน่งและข้อมูลละเอียดอ่อนอื่น ๆ บ่อยเพียงใด

ตำแหน่งโดยประมาณเทียบกับตำแหน่งที่แม่นยำบน iPhone
ตามค่าเริ่มต้น แอปที่ร้องขอสิทธิ์ตำแหน่งจะใช้ตำแหน่งที่แม่นยำของอุปกรณ์ ซึ่งใช้เซ็นเซอร์ต่าง ๆ บน iPhone เพื่อระบุตำแหน่งได้อย่างแม่นยำภายในไม่กี่เมตร อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ iOS 14 เป็นต้นมา สามารถปิดใช้งานตำแหน่งที่แม่นยำสำหรับแต่ละแอปที่ร้องขอได้ ทำให้แอปเหล่านั้นต้องใช้ตำแหน่งโดยประมาณแทน (โดยประมาณในระดับไม่กี่กิโลเมตร)
หากต้องการปิดใช้งานตำแหน่งที่แม่นยำ ให้แตะ Precise: On เมื่อแอปถามสิทธิ์ตำแหน่งเป็นครั้งแรก (ดูภาพหน้าจอด้านบน) หรือเปิดแอป การตั้งค่า ไปที่ ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย → บริการหาตำแหน่ง เลือกแอป แล้วสลับสวิตช์ Precise Location เป็นปิด นอกจากนี้ยังสามารถเปลี่ยนเวลาที่แอปจะขอข้อมูลตำแหน่งได้จากหน้าจอนี้

Geofencing
แอปลงทะเบียน geofence โดยใช้ API ตำแหน่งของ Apple เมื่อผู้ใช้เข้าไปหรือออกจากพื้นที่เหล่านี้ แอปสามารถเรียกการทำงานต่าง ๆ ได้ มักใช้สำหรับการเตือนหรือบริการตามตำแหน่ง เช่น แอปค้าปลีกที่เรียกการแจ้งเตือนของร้าน และแอประบบบ้านอัจฉริยะที่เรียกการทำงานอัตโนมัติ
Geofencing ช่วยให้แอปเก็บข้อมูลตำแหน่งบางส่วนในเบื้องหลังได้ แม้จะถูกจำกัดไว้ที่สิทธิ์ อนุญาตขณะใช้แอป ก็ตาม วิธีเดียวที่จะป้องกันได้คือไม่อนุญาตการเข้าถึงตำแหน่งสำหรับแอปนั้นเลย
การอนุมานตำแหน่งแบบพาสซีฟ
แม้ไม่มีการเข้าถึง GPS โดยตรง แอปก็อาจอนุมานตำแหน่งได้โดยใช้สิ่งต่าง ๆ เช่น ที่อยู่ IP, เครือข่าย WiFi ใกล้เคียง, Bluetooth beacon และข้อมูลเมตาจากรูปภาพ(หน้าต่างใหม่) แม้เทคนิคเหล่านี้มักให้ข้อมูลตำแหน่งที่แม่นยำน้อยกว่าการเข้าถึง GPS เต็มรูปแบบ แต่ก็ยังสามารถเปิดเผยตำแหน่งได้ถึงระดับเมืองหรือแม้แต่ระดับย่าน
และเมื่อแอปมีข้อมูลนี้แล้ว ก็สามารถใช้เองเพื่อกำหนดเป้าหมายโฆษณาเฉพาะบุคคล และ/หรือขายให้กับนายหน้าข้อมูล(หน้าต่างใหม่)และแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล
การป้องกันที่ดีที่สุดจากเทคนิคดังกล่าวคือใช้ VPNเพื่อซ่อนที่อยู่ IP จริง และการกรอง DNS (เช่น คุณสมบัติ NetShield Ad-blocker ของ Proton VPN) เพื่อบล็อกสคริปต์ตัวติดตาม
แอปและบริการแต่ละรายการอาจมีวิธีของตนเองในการดูและลบประวัติตำแหน่งที่เก็บรวบรวมไว้ด้วย ตัวอย่างเช่น สามารถลบประวัติการค้นหา Google Maps หรือปิดการแชร์ตำแหน่งบน Instagram(หน้าต่างใหม่)ได้โดยใช้การตั้งค่าภายในแอป
ข้อคิดส่งท้ายเกี่ยวกับการติดตามตำแหน่งบน iPhone
คุณสมบัติ Significant Locations ของ Apple แสดงให้เห็นว่าประวัติตำแหน่งสามารถถูกนำมาใช้ในวิธีที่คำนึงถึงความเป็นส่วนตัวได้ในระดับหนึ่ง ข้อมูลของมันถูกจัดเก็บไว้ภายในอุปกรณ์ (หรือเข้ารหัสลับจากต้นทางถึงปลายทางหากซิงก์กับ iCloud) และได้รับการออกแบบมาเพื่อปรับปรุงบริการในตัวที่มีประโยชน์อย่าง Siri และ Maps เป็นหลัก แทนที่จะสร้างโปรไฟล์การเคลื่อนไหวอย่างละเอียดเพื่อวัตถุประสงค์ด้านโฆษณา อย่างไรก็ตาม Significant Locations ก็ยังอาจให้บันทึกสถานที่ที่ไปเป็นประจำอย่างละเอียดอย่างน่าประหลาดใจ ดังนั้น การตรวจสอบและล้างข้อมูลเป็นครั้งคราวจึงอาจเป็นมาตรการป้องกันที่เหมาะสม
ในทางปฏิบัติ ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวที่ใหญ่กว่ามักมาจากแอปที่ติดตั้ง แอปของบุคคลที่สามจำนวนมากร้องขอการเข้าถึงตำแหน่ง และอาจเก็บรวบรวม จัดเก็บ และแชร์ข้อมูลนั้นกับผู้ลงโฆษณา บริษัทวิเคราะห์ หรือโบรกเกอร์ข้อมูล แม้ iOS จะจำกัดการเข้าถึง GPS โดยตรง แต่แอปก็ยังอาจอนุมานตำแหน่งผ่านสัญญาณอื่นได้ในบางครั้ง
วิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมข้อมูลตำแหน่งคือการตรวจสอบสิทธิ์ตำแหน่งเป็นประจำ ปิดใช้งานตำแหน่งที่แม่นยำสำหรับแอปที่ไม่จำเป็นจริง ๆ และลบการเข้าถึงทั้งหมดเมื่อทำได้ เมื่อใช้ร่วมกับเครื่องมืออย่างVPNและการบล็อกตัวติดตาม ขั้นตอนเหล่านี้ช่วยลดปริมาณประวัติการเคลื่อนไหวที่ไปอยู่ในมือของบริษัทที่ไม่ได้ตั้งใจจะแชร์ด้วยได้





